ปณิธาน....เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริ

ธุรกิจไทย ในวิถี “ยั่งยืน” เวทีสัมมนาเพื่อสังคม ตอกย้ำความยั่งยืนในประเทศไทย ต้องเกิดจากความร่วมมือจากทุกฝ่าย

อ่าน : 124

วันนี้ (11 พ.ย. 63) มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมกับประชาชาติธุรกิจ จัดงานสัมมนาเพื่อสังคมแห่งปี ในหัวข้อ ภาคธุรกิจไทย ในวิถี “ยั่งยืน” โดยมีผู้นำจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และธุรกิจ SMEs มาร่วมแชร์กุญแจความสำเร็จในการนำองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศชาติรอดพ้นจากมหันตภัยไวรัสโควิด-19
กล่าวเปิดงานโดย “ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล” ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ในฐานะประธานกล่าวเปิดงานสัมมนา โดยกล่าวว่า การที่จะทำให้คนไทยในประเทศอยู่ดีมีสุข และผ่านวิกฤตต่าง ๆ ไปได้ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และทำงานไปในทิศทางเดียวกันเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จได้
“ถ้ามองย้อนไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พบกับวิกฤตเศรษฐกิจ โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2 ของปี 2563 ติดลบ 12.2% ซึ่งต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง สาเหตุหลักมาจากการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 ผู้คนตื่นตระหนกไปตาม ๆ กัน”
มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ได้มีส่วนบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 โดยทำโครงการจ้างแรงงานผู้ตกงานมาพัฒนาแหล่งน้ำและการเกษตรในชนบท สอดรับมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2562 ที่เห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำแห่งชาติระยะที่ 1 ปี 2561-2565 เป้าหมาย 6,114 ล้านลูกบาศก์เมตร และประสบความสำเร็จอย่างดีใน 3 จังหวัดต้นแบบ และกำลังขยายไปอีก 6 จังหวัด
นอกจากนี้ ในเชิงนโยบาย มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ยังได้ชักชวนองค์กรสำคัญ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนิด้ามาช่วยกันหาข้อเสนอแนะว่าเมื่อโควิดคลี่คลายลง ประเทศไทยควรจะทำอะไรบ้างเพื่อให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างดีขึ้นและยั่งยืนขึ้น ซึ่งกำลังจะได้ข้อสรุปปลายเดือนพฤศจิกายนนี้
ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวต่อไปว่า ในขณะนี้ สถานการณ์ในประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวแล้ว ดัชนีการบริโภค การผลิตปรับตัวขึ้นมาตามลำดับ การท่องเที่ยวภายในประเทศก็กลับสู่ระดับเกือบเป็นปกติแต่เราไม่มีทางจะกลับไปจุดเดิมก่อนโควิด-19 ได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะโควิดไม่ใช่ปัญหาเพียงอย่างเดียว ประเทศเราเป็นประเทศเล็ก ๆ  ที่ติดกับดักรายได้ปานกลางมายาวนาน จากคุณภาพประชากร คุณภาพเทคโนโลยี แรงงานมีอัตราเพิ่มน้อยที่สุดในอาเซียน และกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวซึ่งเป็นเหตุผลที่เราต้องเร่งทำงานกันอย่างหนักและเป็นไปทิศทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้นประเทศไทยอาจจะต้องใช้เวลาถึง 10 ปีเพื่อนำประเทศไปสู่อนาคตที่ดีและยั่งยืนกว่าเดิม
ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวและว่า หนึ่งในแนวทางสร้างความยั่งยืนที่ประมาณ 50 ประเทศทั่วโลกกำลังทำอยู่ คือ Green Recovery Plan หรือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่คิดถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาครัฐและเอกชนแต่ละประเทศกำลังร่วมกันปรับรื้อธุรกิจบางสาขา เพื่อพลิกวิกฤตโควิดเป็นโอกาส World Economic Forum คาดการณ์ว่า ถ้าประเทศต่าง ๆ ใช้เวลาช่วงนี้ในการพัฒนาพลังงานสะอาด เกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจหมุนเวียน จะเกิดธุรกิจใหม่ที่มีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านล้านเหรียญ และเพิ่มการจ้างแรงงาน 395 ล้านคนภายใน 10 ปีข้างหน้า นี่อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประเทศไทย
ซึ่งในปีนี้ รัฐเพิ่มงบประมาณแผ่นดินเป็น 3.3 ล้านล้านบาท และยอมขาดทุนมากถึง 6.2 แสนล้านบาทเพื่อสู้กับวิกฤตต่าง ๆ แต่ความเป็นจริงตลอดที่ผ่านมา คือ งบประมาณแผ่นดินมีสัดส่วนเฉลี่ยเพียง 20-25% ของจีดีพี อีก 75-80% อยู่ในมือของเอกชนว่าจะนำพาเศรษฐกิจของประเทศไปทางไหน รายงานของกรมธุรกิจการค้ายังระบุว่า ธุรกิจรายใหญ่ที่สุด 1% มีสัดส่วนยอดขายมากถึง 73.7% ของทั้งประเทศจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อพัฒนาการของประเทศ และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน
จึงเป็นที่มาของวันนี้ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะได้แลกเปลี่ยนกันว่าจะร่วมคิด ร่วมทำเพื่อสร้างความยั่งยืนให้อนาคตของประเทศไทยได้อย่างไร